บทกวี "ชีวิตของชาวมหาวิทยาลัย" โดย วันชัย สมพงพัด
ข้าวลาลานเดือนเมษาฟ้าเปื้อนฝน
เธอดั้นด้นจากบ้านมาตามหาฝัน
แม่ขายข้าวขายควายได้หลายพัน
อาจมีวันจำนองนาเป็นค่าเรียน
ตั้งสี่ปีเหนื่อยหนักใจห่างไกลนัก
หวังยศศักดิ์จึงหักหาญมาอ่านเขียน
ต้องเหนื่อยยากอดอยากและพากเพียร
แม้จวนเจียนจะแพ้พ่ายอยู่หลายหน
เธอคือนิสิตคือผู้แสวงหา
บนเส้นทางเหว่ว้าและสับสน
เธอมุ่งมาด้วยความคิดของแต่ละคน
หรือมาด้วยเหตุผลประการใด
เธอมาตามความฝันอันรองเรือง
หรือมีวาระเรื่องร่วมสมัย
ที่เธอลงทุนเดินทางมาแสนไกล
อันเนื่องจากอะไรเป็นพื้นฐาน
เธอต้องอยู่เรียนกินและดิ้นรน
กลางผู้คนซึ่งไม่เหมือนกับเพื่อนบ้าน
เธอต้องรับภาระเพิ่มการงาน
ที่ต้องเขียนต้องอ่านจนค่อนคืน
เธอต้องทนกับอากาศที่ร้อนผ่าว
ฝนตกก็ต้องหนาวไปจนตื่น
บางครั้งต้องชอกช้ำต้องกล้ำกลืน
ตามแรงคลื่นพัดพิสูจน์ชีวิตมา
เธอกินเธออยู่อย่างไรหรือ
แต่ละมื้อเมื่อหิวใครหุงหา
ความเป็นอยู่ที่หลับนอนทั้งผ่อนผ้า
ห้องน้ำห้องท่าทำอย่างไร
เธอต้องอยู่ให้ครบจบสี่ปี
จากวันนั้นจนถึงวันนี้นานแค่ไหน
เธออยู่โดยมีปรารถนาใด
ยังจำมันได้ไหมเมื่อเธอมา
ส่วนหนึ่งเธอคงมาประสาซื่อ
บางส่วนคือเธอผู้แสวงหา
เธออยู่เพียงเพื่อหวังปริญญา
หรือเธอมีเป้าหมายมาเพื่อสิ่งใด
..............................
ฉันเขียนบทกวีจากภาพเธอหลายคน
ภาพที่เธออดทนวันฝนตก
เธอไม่มีท่าทีสะท้านสะทก
หนาวในอกก็แอบซ่อนอาการ
เธอคือภาพอุดมการณ์กร้านและกล้า
บางเวลาตาซื่อเธอสื่อสาร
เธอจากแม่แลบ้านมาก็ช้านาน
คิดถึงบ้านบ้างไหมถามใจดู
ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓
เนื่องในวันรับน้อง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เธอดั้นด้นจากบ้านมาตามหาฝัน
แม่ขายข้าวขายควายได้หลายพัน
อาจมีวันจำนองนาเป็นค่าเรียน
ตั้งสี่ปีเหนื่อยหนักใจห่างไกลนัก
หวังยศศักดิ์จึงหักหาญมาอ่านเขียน
ต้องเหนื่อยยากอดอยากและพากเพียร
แม้จวนเจียนจะแพ้พ่ายอยู่หลายหน
เธอคือนิสิตคือผู้แสวงหา
บนเส้นทางเหว่ว้าและสับสน
เธอมุ่งมาด้วยความคิดของแต่ละคน
หรือมาด้วยเหตุผลประการใด
เธอมาตามความฝันอันรองเรือง
หรือมีวาระเรื่องร่วมสมัย
ที่เธอลงทุนเดินทางมาแสนไกล
อันเนื่องจากอะไรเป็นพื้นฐาน
เธอต้องอยู่เรียนกินและดิ้นรน
กลางผู้คนซึ่งไม่เหมือนกับเพื่อนบ้าน
เธอต้องรับภาระเพิ่มการงาน
ที่ต้องเขียนต้องอ่านจนค่อนคืน
เธอต้องทนกับอากาศที่ร้อนผ่าว
ฝนตกก็ต้องหนาวไปจนตื่น
บางครั้งต้องชอกช้ำต้องกล้ำกลืน
ตามแรงคลื่นพัดพิสูจน์ชีวิตมา
เธอกินเธออยู่อย่างไรหรือ
แต่ละมื้อเมื่อหิวใครหุงหา
ความเป็นอยู่ที่หลับนอนทั้งผ่อนผ้า
ห้องน้ำห้องท่าทำอย่างไร
เธอต้องอยู่ให้ครบจบสี่ปี
จากวันนั้นจนถึงวันนี้นานแค่ไหน
เธออยู่โดยมีปรารถนาใด
ยังจำมันได้ไหมเมื่อเธอมา
ส่วนหนึ่งเธอคงมาประสาซื่อ
บางส่วนคือเธอผู้แสวงหา
เธออยู่เพียงเพื่อหวังปริญญา
หรือเธอมีเป้าหมายมาเพื่อสิ่งใด
..............................
ฉันเขียนบทกวีจากภาพเธอหลายคน
ภาพที่เธออดทนวันฝนตก
เธอไม่มีท่าทีสะท้านสะทก
หนาวในอกก็แอบซ่อนอาการ
เธอคือภาพอุดมการณ์กร้านและกล้า
บางเวลาตาซื่อเธอสื่อสาร
เธอจากแม่แลบ้านมาก็ช้านาน
คิดถึงบ้านบ้างไหมถามใจดู
ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓
เนื่องในวันรับน้อง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ปฐมฤกษ์
ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น เป็นช่วงเวลาที่เลือดในร่างกายของเราสูบฉีด พลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่างกาย ประสาทการรับรู้มีประสิทธิภาพสูง ตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จิตใจว่างเปล่าโปร่งใส ไม่มีพวกเขาหรือพวกเรา ใจเปิดกว้าง พร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เตรียมตัวที่จะผจญภัยและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะลองผิดลองถูก

ถ้าความตื่นตัว กระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี ใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะลองผิดลองถูก ยังคงดำรงอยู่ตลอดเวลา จวบจนสำเร็จการศึกษาที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พลังงานที่ว่านี้คงจะขับเคลื่อนและส่งความสุขไปยังสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง ในทุกมุมเมืองของประเทศไทย


๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๐๐ น. พิธีบายศรี นิสิตชั้นปีที่ ๑ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
แสงคือการลืมตา
ผมเชื่อว่าในบรรดาผลงานของนิสิตในหัวข้อ แสง ที่น่าจะสร้างความกังขาต่อสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพของ
ผลงานศิลปะที่สุดในวิชา ศิลปะดิจิทัล 3 คือผลงานของเกียรติพงษ์ ลงเย ซึ่งเลือกใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อในการทำงานหัวเรื่อง แสง
โดยที่ภาพถ่ายทั้งหมดจงใจให้ภาพที่ถ่ายมามีลักษณะที่ไม่ชัดหรือเบลอ จากคุณสมบัติของเลนส์กล้องดิจิทัลประเภท SLR
โดยทั่วไปความเบลอของภาพถ่าย มักถูกเข้าใจว่า หนึ่ง เป็นจุดที่มิได้ถูกกำหนดให้มอง ซึ่งกระทำโดยเลนส์ในการสร้างระยะ หรือเป็นจุดที่มิได้โฟกัส ความไม่ชัดจึงมีคุณสมบัติช่วยขับเน้นให้กับสิ่งที่ชัดที่สุดในภาพ ความไม่ชัดทำให้สิ่งที่ถูกโฟกัสมีความเด่น สอง เป็นความบกพร่องของการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเกิดจากกล้องหรือผู้ถ่ายภาพเอง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนากล้องถ่ายภาพดิจิทัลให้สามารถโฟกัสภาพได้หลายจุดพร้อมกัน ทำให้ภาพที่ออกมามีความชัดในทุกระยะ (ถ่ายอย่างไรก็ชัดซึ่งทำให้ใครๆก็ถ่ายภาพได้) ราวกับว่า ความเบลอ เป็นสิ่งที่กล้องถ่ายภาพดิจิทัลไม่รู้จัก โดยเฉพาะกล้องดิจิทัลแบบปัญญาอ่อน (Compact)
สิ่งที่เกียรติพงษ์นำเสนอในภาพถ่ายจึงขัดกับธรรมชาติของสายตาคนเรา ที่ต้องปรับสิ่งที่กำลังมองให้ชัด และขัดกับธรรมชาติ ของการมองสิ่งที่ปรากฏในภาพถ่ายที่เราจะมองในสิ่งที่ชัดก่อนหรือ มองให้รู้เรื่อง แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าในภาพถ่ายภาพหนึ่งจะไม่มีจุดโฟกัสให้มอง ผู้ชมถูกกำหนดให้มองสิ่งที่ไม่ชัด ราวกับว่าผลงานทำให้ผู้ชมทุกคนกลายเป็นคนที่มีปัญหาทางสายตา หรือว่า เกียรติพงษ์อยากให้เรามองสิ่งที่ ไม่ชัด ให้ ชัด หรือเป็นการ โฟกัส หาสาระของสิ่งที่ไม่ชัดดูบ้าง
1
7
9
4
มันเหมือนกับภาพแรกเมื่อผมลืมตาตอนตื่นนอน เกียรติพงษ์กล่าว ซึ่งทำให้ผมนึกงานจิตรกรรมสมัยโรแมนคิต ที่มุ่งเน้นการแสดงออกถึงบรรยากาศและอารมณ์ สะท้อนการนำเอาเศษเสี้ยวของประสบการณ์ในชีวิตประจำวันที่ไม่มีใครนึกถึงมาเป็นวิธีในการมองสิ่งต่างๆ ผ่านกล้องถ่ายภาพของเกียรติพงษ์ ว่าแท้จริงแล้วความไม่ชัดสามารถมองเป็นความงามอีกแบบหนึ่งได้ หรือความไม่ชัดอาจทำให้เราเห็นบางอย่างได้ง่ายกว่าการมองแบบชัดๆก็เป็นได้ เช่น เม็ดฝุ่นที่ถูกแสงแฟรชกระทบ (ภาพ 4) หรือ ความไม่ชัดสามารถลดวิธีการมองแบบแบ่งแยก หรือความไม่ชัดทำให้เราเห็นความเหมือนของสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสี หรือรูปทรงของสิ่งต่างๆ
หากความเบลอหมายถึงการลดรายละเอียดจนเหลือเพียงโครงสร้างรูปทรง ประตูวัดจึงเป็นเพียงรูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วสิ่งก่อสร้างโดยทั่วไป (ภาพ 1) หรือเมื่อปรับภาพที่ 7, 9 ให้เป็นภาพขาวดำ เราอาจแยกไม่ได้ว่าภาพใดเป็นต้นไม้ ภาพใดเป็นขี้ควาย ผมจึงนึกได้ว่าเราเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆ โดยอาศัยประสบการณ์ของตนในการตีความสิ่งที่เห็น
ถึงแม้ความเบลอในภาพถ่ายของเกียรติพงษ์ ลงเย จะเป็นความเบลอที่ใครๆก็ถ่ายได้ แต่ความเบลอดังกล่าว เป็นความตั้งใจ หรือหมายถึงสิ่งใดนั้นต้องพิจารณากันอีกที แต่ถ้าจะกล่าวจากที่ผมเห็นแล้ว ความเบลอของเกียรติพงษ์เป็นการถ่ายที่สามารถสะท้อนวิธีมองสรรพสิ่งโดยปราศจากเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่คอยกำหนดและให้ความหมายต่อสีและรูปทรงของสิ่งต่างๆ ไปสู่การมองแบบไม่จำแนกแยกแยะสิ่งใดแบบภาพนามธรรม ซึ่งไม่สามารถทำได้จากการมองแบบปกติ นอกจากคนสายตาไม่ปกติ หรืออาจเป็นผลงานที่สามารถใช้วัดว่าผู้ชมเป็นผู้ที่มีอารมณ์แบบโรแมนติกมากหรือน้อยเพียงใดก็เป็นได้
ประทีป สุธาทองไทย
นายเกียรติพงษ์ ลงเย

รูปแบบผลงาน: ภาพถ่าย
แนวคิด: ประสบการณ์การมองของคนกับวัตถุที่อยู่ทางด้านหน้า โดยวัตถุที่มองเห็นมีลักษณะเบลอ ไม่คมชัด ทำให้คนดูเกิดการเพ่งมอง และพิจารณาเพื่อค้นหาว่าสิ่งที่มองเห็นเป็นวัตถุหรือสถานที่ใด
นายเกียรติพงษ์ ลงเย นิสิตชั้นปีที่สาม เอกศิลปะดิจิทัล คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
นายเกียรติพงษ์ ลงเย






รูปแบบผลงาน: ภาพถ่าย
แนวคิด: ประสบการณ์การมองของคนกับวัตถุที่อยู่ทางด้านหน้า โดยวัตถุที่มองเห็นมีลักษณะเบลอ ไม่คมชัด ทำให้คนดูเกิดการเพ่งมอง และพิจารณาเพื่อค้นหาว่าสิ่งที่มองเห็นเป็นวัตถุหรือสถานที่ใด
นายเกียรติพงษ์ ลงเย นิสิตชั้นปีที่สาม เอกศิลปะดิจิทัล คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
Subscribe to:
Posts (Atom)











